สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเยี่ยมชมงาน Medical Taiwan 2026 และรับฟังบรรยายโอกาสอุตสาหกรรมการแพทย์ในไต้หวัน ชี้ “ไต้หวัน” คือ Strategic Partner สำคัญของ HealthTech ไทย
สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย นำโดย นายพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย และ พญ. พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล รองนายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ได้รับการสนับสนุนในการเข้าชมงาน Medical Taiwan 2026 จาก รัฐบาลไต้หวัน และ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ สทนว. หน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อศึกษาโอกาสความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ Medical Device และ HealthTech ระหว่างประเทศไทยและไต้หวัน

ในการเดินทางครั้งนี้ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยได้เข้าเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายจาก นายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป เกี่ยวกับศักยภาพด้านการตลาด โอกาสทางธุรกิจ และทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย–ไต้หวัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการยกระดับ HealthTech ไทยในเวทีภูมิภาคอย่างมาก
การบรรยายสะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันเป็นเศรษฐกิจที่มีความพร้อมสูงทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และระบบสุขภาพ โดยมีพื้นที่ประมาณ 36,197 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 23.5 ล้านคน เมืองหลวงคือ ไทเป และมี GDP ต่อหัวประมาณ 44,181 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ไต้หวันยังมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor ประมาณ 60% ของโลก, AI Chip ประมาณ 90% ของโลก, Printed Circuit Board หรือ PCB ประมาณ 35% ของโลก และ Flat Panel Display ประมาณ 40% ของโลก ทำให้ไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก แต่กำลังก้าวจาก “Silicon Island” ไปสู่ “AI Island” อย่างชัดเจน
ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ปัจจุบันมี คนไทยในไต้หวัน 81,635 คน แบ่งเป็น แรงงาน 66,676 คน หรือ 81.7%, ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ 11,159 คน หรือ 13.7%, นักเรียนและนักศึกษา 2,263 คน หรือ 2.8% และ อื่น ๆ 1,537 คน หรือ 1.8% ขณะเดียวกัน ในปี 2568 มี นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปไต้หวัน 937,633 คน และ นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางมาไทย 411,545 คน มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศประมาณ 164 เที่ยวต่อสัปดาห์ และมีชุมชนชาวไต้หวันในประเทศไทยประมาณ 150,000 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย–ไต้หวันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติการค้า แต่มีฐานความสัมพันธ์ระดับประชาชน การเดินทาง การลงทุน และเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ข้อมูลในสไลด์ระบุว่า ในปี 2568 ไต้หวันเป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้าไทย–ไต้หวันรวมประมาณ 3.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็น นักลงทุนต่างชาติอันดับ 7 ของไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการจัดอันดับเป็น ฐานการผลิต PCB อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์ อุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต
จากมุมมองของไต้หวัน ไทยมีจุดแข็งหลายด้านที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็น ความมั่นคงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน, โครงข่ายคมนาคม ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินนานาชาติ, การเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่ออาเซียน, ฐานการขยายการลงทุนในภูมิภาคและระดับโลก, บรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร, รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับไทย เช่น Semiconductor, AI, Smart Solution, Healthcare, Climate Change และ Disaster Management
สำหรับประเด็นที่สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ ศักยภาพของตลาดการแพทย์ไต้หวัน ซึ่งมีทั้งความเข้มแข็งของระบบสุขภาพและความพร้อมด้านเทคโนโลยี ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ไต้หวันได้รับการจัดอันดับ Healthcare Index อันดับ 1 ของโลกต่อเนื่อง 8 ปี และมีระบบ National Health Insurance หรือ NHI ที่ครอบคลุมประชากรถึง 99% พร้อมฐานข้อมูลประวัติการรักษายาวนานกว่า 20 ปี จุดแข็งนี้ทำให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพ การบริหารระบบบริการ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่น่าสนใจอย่างมาก
อีกจุดเด่นของไต้หวันคือการผสานความเชี่ยวชาญด้าน เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ ICT density เข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์ ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนา Smart Medical Devices, AI-assisted Diagnostics, Precision Medicine, Remote Monitoring, อุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุ, อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ, รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาลและการดูแลระยะยาว โดยข้อมูลในสไลด์ยังระบุว่า ไต้หวันเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หลายประเภท เช่น คอนแทคเลนส์, เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต, เทอร์โมมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และ รถเข็นไฟฟ้า
การเข้าสู่ Super-Aged Society ของไต้หวันอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้ตลาดสุขภาพและการแพทย์ของไต้หวันมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะความต้องการด้านสุขภาพจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรักษาในโรงพยาบาล แต่จะขยายไปสู่การดูแลผู้สูงอายุ การติดตามสุขภาพระยะไกล การป้องกันโรค การตรวจคัดกรองระยะแรก การฟื้นฟูสมรรถภาพ บริการสุขภาพที่บ้าน และการใช้ AI เพื่อช่วยวินิจฉัยและบริหารระบบบริการสุขภาพ
สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเห็นว่า โอกาสของไทยในไต้หวันไม่ควรถูกมองเพียงมิติของ “การส่งออกสินค้า” เท่านั้น แต่ควรมองไต้หวันในฐานะ Strategic Partner ที่สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือได้ทั้งด้าน การวิจัยและพัฒนา, การทดสอบเทคโนโลยี, การขึ้นทะเบียนและมาตรฐานผลิตภัณฑ์, การจับคู่ธุรกิจ, การลงทุน, การผลิต, และ การขยายตลาดร่วมกันในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ Healthcare, AI, Medical Device, Aging Society และ Supply Chain กำลังเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
หน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ecosystem ของไต้หวัน ซึ่งถูกระบุในการบรรยาย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน (Ministry of Health and Welfare), สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ ITRI (Industrial Technology Research Institute) และ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกของไต้หวัน TAITRA (Taiwan External Trade Development Council) ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้จริงและการขยายตลาด
สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเห็นว่า การได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมงาน Medical Taiwan 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ประกอบการ HealthTech ไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง HealthTech ecosystem ของไทยกับไต้หวันอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้าน Medical AI, Medical Device, Digital Health, Smart Hospital, Elderly Care และ Healthcare Supply Chain
สำหรับสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย บทเรียนสำคัญจากการเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายครั้งนี้ คือคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะขายอะไรให้ไต้หวัน” แต่คือ “ไทยและไต้หวันจะร่วมกันสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพใหม่ของภูมิภาคได้อย่างไร” ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ภาครัฐ สถาบันวิจัย หน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรม และเครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ HealthTech ไทยเติบโตจากตลาดในประเทศ สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม




